วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Girls don’t cry : ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน คุณเห็นดาวดวงเดียวกับฉันไหม ?

Documentary of BNK48: Girls don’t cry
ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน คุณเห็นดาวดวงเดียวกับฉันไหม ?





ไม่รู้ว่าด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรกับหนังสารคดีของ BNK48 เรื่องนี้ ซึ่งตัวผมตั้งใจว่าคงจะไปดูช่วงวันท้ายๆ ก่อนจะออกจากโรง เพียงเพื่อต้องการเสพย์มันด้วยความเป็นส่วนตัวให้มากที่สุด แต่ก็มีเสียงปลายสายเข้ามาในโทรศัพท์ว่า วันนี้มีบัตรรอบสื่อมวลชนมาให้มาดูไหม ก็เลยทำให้ได้ไปดูวันแรกเช่นคนอื่นเค้า

สำหรับตัวหนังนั้น เนื่องด้วยที่มันเป็นสารคดีที่ทำมาจากชีวิตจริงที่ไม่ได้ปรุงแต่งของเหล่าเมมเบอร์ในวง บางเรื่องคุณอาจจะรู้อยู่แล้ว บางเรื่องคุณอาจจะได้รับรู้จากที่นี่ครั้งแรก ซึ่งเป็นงานของเต๋อ ที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกอินกับมันไปในทุกๆจุด
climax
ของเรื่องได้อย่างไร และทำยังไงที่ทำจะทำให้คนดูหลายกลุ่มไม่เบื่อและมีอารมณ์ร่วม ดังนั้นเนื้อเรื่องเลยถูกปูทางมาหนักๆ แค่ไม่กี่จุด ก่อนจะพยายามลากเส้นตรงไปให้ถึงตอนจบของหนัง และสอดแทรกด้วยบทตลกในบางตอน เพื่อทำให้คนที่กำลังหาวตื่นขึ้นมาดูอีกครั้ง


ในฐานะคนที่ตามวงมาพอสมควร มันจะมีช่วงหนึ่งของหนังที่เราอินเข้าไปในสิ่งที่เมมเบอร์เล่าและระบายออกมา ว่าเอ๊ะเราเป็นส่วนในความเศร้า หรือเป็นส่วนในปัญหาที่เค้าต้องเผชิญรึป่าว บางสิ่งบางอย่างที่เราต้องการ มันคือการทำให้เค้าหลุดจากตัวตนเค้ารึป่าว และเราชอบที่เค้าเป็นแบบนี้ หรือชอบที่เค้าเปลี่ยนเป็นแบบนี้เพราะเรากันแน่ ตรงนี้ต้องขอบคุณเต๋อที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมามองตัวเองเหมือนกัน



ส่วนตัวหนังนั้นไม่สามารถกระจายบทลงสู่เมมเบอร์ต่างๆได้อย่างทั่วถึง ซึ่งมองไปมันก็เหมือนกับชีวิตจริงในวง สปอตไลท์มันถูกส่องไปแค่สมาชิกในวงบางกลุ่ม ขณะบางกลุ่มกลับมีเพียงแสงเทียนเล่มเล็กๆ และทำหน้าที่ได้แค่ประคองไม่ให้ดับ ดังนั้นในหนังคุณจะได้เห็นเรื่องราวหลักๆของเมมเบอร์เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่คุณชอบ ก็อาจจะมีเบื่อๆกันไปบ้าง


แต่หลังจากดูหนังจบ และได้กลับมาคิดทบทวนสิ่งต่างๆที่เต๋อพยายามนำเสนอ ก็กลับรู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องราวเบื้องลึกของเด็กผู้หญิงในวง แต่มันยังสะท้อนไปยังสังคมว่า แท้จริงแล้วเราให้ความสำคัญกับคนๆนึงที่อะไร เรามองเค้าเพราะอะไร สมมติให้คน 100 คน แหงนน่าขึ้นมองดาวบนฟ้า จะมีซักกี่คนที่จะมองเห็นดาวดวงเล็กๆ ที่แสงน้อย ดูไม่สวยงาม แต่หนังสารคดีของเต๋อเรื่องนี้ มันช่วยมอบแสงให้แก่ดาวดวงเล็กๆเหล่านั้น เพื่อหวังว่ามันจะเปล่งประกายและทำให้คนอื่นมองเห็นความพยายามของดาวดวงนั้นบ้าง


.....
ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน คุณเห็นดาวของฉันรึยังนะ?



วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Kanteera's Diary ตอน 01 : Shonichi ที่รัก

Shonichi ที่รัก 

"ฉันรักที่จะยืนอยู่ตรงนี้
ตกหลุมรักกับเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์"

.....................
"ต้องซ้อมต้องยากลำบากเพียงใด
กว่าฉันจะได้ก้าวผ่านกำแพงนี้ไป
จนถึงนาทีที่ฝัน เมื่อผ้าม่านนั้นเปิดให้ฉันแสดง"

ทุกคนคงรู้สินะคะว่าท่อนนี้มาจากเพลงไหน
ใช่แล้วมันมาจากเพลงโชนิจิ
เพลงแรกที่หนูได้รับเลือกเป็นเซนเตอร์นั่นเอง
และสองท่อนนั้นเป็นท่อนที่หนูคิดว่า
มันอธิบายตัวตนของหนูได้ดีที่สุดเลย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ในตอนที่ประกาศเซ็มบัตสึวันนั้น พอหนูชื่อหนูถูกประกาศออกมาว่า
ได้เป็นเซ็นเตอร์คู่กับน้องมิวสิค หนูบอกตรงๆว่าหนูดีใจ
จนทุกอย่างในหัวหนูแบล๊งค์ไปหมดเลย
ลงเวทีมาหนูถึงกับต้องไปถามพี่แก้วอีกครั้งว่า
ตกลงชื่อเพลงอะไรนะคะพี่แก้ว 55555




ณ วินาทีตอนนั้นความรู้สึกของหนูทุกอย่างมันเอ่อล้นไปหมด
รู้สึกว่าสิ่งที่หนูพยายามมาตลอดมันมีคนมองเห็น
และคนนั้นเค้าก็ยื่นโอกาสนั้นมาให้หนู ซึ่งหนูก็รู้นะ
ว่าโอกาสแบบนี้ไม่รู้จะกลับมาอีกครั้งเมื่อไหร่
หนูเลยสัญญาว่าหนูจะทำมันออกมาให้เต็มที่ๆสุด
หนูจะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง
ว่าตอนนั้นหนูทำอะไร ทำไมไม่พยายามกว่านี้

"เป็นคนเต้นไม่เป็น คนเดียวที่ไม่ทัน
ร้องไห้ตอนกลับบ้าน ซ้ำอยู่อย่างนั้นตั้งกี่ครั้ง"

"ร้องเพลงไม่เอาไหน ทำไม่ได้ดั่งใจ
ในบางวันก็สูญเสีย ทุกความมั่นใจไปมากมาย"

แต่วันนี้หนูพยายามจนได้เป็น เซ็นเตอร์แล้วนะทุกคน

-------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่พวกเราต่างซ้อมร้องซ้อมเต้นกันมาอย่างหนัก
ผู้ใหญ่ก็ได้มาบอกเราว่า
ได้กำหนดการที่จะแสดงเพลง  "วันแรก" ครั้งแรกแล้วนะ
นั่นคือที่สนามราชมังคลาฯ !!!
ใช่แล้วตอนนั้นพวกเราตกใจมาก ที่การแสดงของพวกเรา
จะได้ไปแสดงในสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
แถมยังมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศอีกต่างหาก
ส่วนหนูไม่ต้องถามนะคะว่าหนูตื่นเต้นแค่ไหน
ก็แค่คืนก่อนวันแสดง
หนูนอนไม่หลับเลยแค่นั้นเองค่ะ.....



และการแสดงวันนั้นก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น
ซึ่งถ้าถามหนูว่าทำได้ดีไหม
หนูก็คิดว่าทำได้ดีนะ แต่หนูจะไม่หยุดแค่นี้หรอก
หนูจะทำมันให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆในทุกครั้งที่มีการแสดง
(หนูตั้งใจไว้อย่างนั้นจริงๆนะ )
-----------------------------------------------------------------

แต่หลังจากนั้น ไม่กี่วันพวกเราก็ต้องแสดงเพลงใหม่
 พอมีของใหม่ก็กลายเป็นว่าทุกคนลืมของเก่ากันหมดเลย
กระแสทั้งในอินเตอร์เน็ต ทุกคนพูดถึงแต่เพลงใหม่
จนบางครั้งหนูก็น้อยใจ ว่าทุกคนลืมไปรึป่าว
ว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงโปรโมตเพลง"วันแรก"
ของหนูกับน้องมิวสิคอยู่เลยนะ

แต่ไม่เป็นไรหรอกเพราะถึงยังไงหนูก็จะพยายาม
และตั้งใจซ้อมเพลงของหนูให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่ยิ่งซ้อมมากเท่าไหร่ พยายามมากเท่าไหร่
หนูกลับคิดถึง ท่อนนึงของเพลงที่บอกว่า

"คำว่าพยายาม ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ"
นั้นไม่จริงเลย

หนูพยายามมากแค่ไหน เพลงนี้ก็ยังแทบไม่ถูกรับเลือก
ให้ได้รับไปแสดงตามงานอื่นๆอยู่ดี
จนหลายๆครั้งหนูก็โทษตัวเองว่า

"หรือหนูยังพยายามไม่มากพอนะ
และหนูต้องพยายามไปถึงแค่ไหน
ความพยายามที่ไม่มีคนมองเห็น
เรายังเรียกมันว่าความพยายามได้อยู่ไหม?"


ในขณะที่โชนิจิก็ยังไม่ได้ออกงาน
หนูก็เฝ้าถามเหตุผลกับตัวเองอยู่เสมอว่าทำไม
หนูถึงเป็นทุกข์กับมันขนาดนี้ ทั้งๆที่ก็มีเพลงมากมาย
ที่มันไม่ดังและไม่มีคนสนใจเหมือนเพลงนี้

จนในค่ำคืนหนึ่งหนูได้ตั้งใจฟังเพลงนี้อย่างละเอียด
ทำความเข้าใจอย่างละเอียด แล้วหนูก็เข้าใจเหตุผลว่า
ที่หนูอยากแสดงเพลงนี้ให้ทุกคนได้ดูไม่ใช่เพราะหนูอยากดัง

แต่เพราะเพลงนี้มันอธิบายถึงตัวตนทั้งหมดของหนู
ออกมาเป็นเสียงเพลง
หนูอยากให้ทุกคนได้เข้าใจตัวตนของหนู
เหมือนที่หนูอินกับเพลงนี้ทุกครั้งที่ได้ร้องมัน

"หนูตกหลุมรักที่จะยืนอยู่บนเวที
และทำการแสดงให้ทุกคนได้เห็น 
ไม่ว่าหนูจะต้องซ้อมหนักแค่ไหน
หนูก็จะต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้

ในตอนแรกหนูเต้นไม่เป็น
ร้องเพลงไม่เก่ง
ทุกครั้งหนูจะกลับบ้านไปร้องไห้
และตัดพ้อกับตัวเองเสมอว่า...
ทำไมทำไม่ได้อย่างคนอื่นเค้า

และสุดท้ายหนูก็ได้เป็นเซ็นเตอร์
ซึ่งมันก็ต้องผ่านทั้งหยาดเหงื่อและน้ำตา
ไม่รู้มากมายเท่าไหร่
ซึ่งหยาดเหงื่อและน้ำตานั้นมันคือเส้นทาง
ที่นำไปสู่ความฝันของหนู "

สุดท้ายหนูก็ไม่รู้หรอกนะว่าเพลงนี้จะได้แสดงอีกครั้งเมื่อไหร่
ตอนไหน หรืออาจจะไม่ได้แสดงอีกแล้ว
แต่หนูก็อยากบอกทุกคนว่า
ตลอดความพยายามทั้งหมดของหนูที่มอบให้แก่เพลงนี้
มันจึงทำให้เพลงนี้ได้ชื่อว่าเป็นเพลงของหนู

"รุ่นพี่สร้างไว้ได้ดีแค่ไหน
แต่ฉันก็จะสร้างสิ่งใหม่ให้ดียิ่งกว่า
ด้วยโชว์ที่สะดุดตา และได้ชื่อว่าเป็นโชว์ของฉันเอง"


.......โชนิจิที่รัก........
-----------------------------------------------------------------------
ศิลปิน: BNK48

ฉันรักที่จะยืนอยู่ตรงนี้
ตกหลุมรักกับเวที
ท่ามกลางเสียงเชียร์
และการปรบมือเหล่านั้น
ที่มีให้ฉันทุกอย่างคือความเร่าร้อน

ต้องซ้อมต้องยากลำบากเพียงใด
กว่าฉันจะได้ก้าวผ่านกำแพงนี้ไป
จนถึงนาทีที่ฝัน
เมื่อผ้าม่านนั้นเปิดให้ฉันแสดง

เป็นคนเต้นไม่เป็น
คนเดียวที่ไม่ทัน
ร้องไห้ตอนกลับบ้าน
ซ้ำอยู่อย่างนั้นตั้งกี่ครั้ง
ร้องเพลงไม่เอาไหน
ทำไม่ได้ดั่งใจ
ในบางวันก็สูญเสีย
ทุกความมั่นใจไปมากมาย
คนอื่นๆเมื่อมองไปเมื่อไร
ก็ดูจะเปล่งประกายกว่าฉัน

ความฝันต้องเกิดหยาดเหงื่อจึงได้มา
ใช้เวลาและค่อยเป็นค่อยไป
ดอกไม้จึงบาน
คำว่าพยายาม
ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ
ความฝันเท่ากับหยาดเหงื่อรินรดไป
เพื่อให้เหล่าเมล็ดพันธุ์
นั้นเติบโตและสูงใหญ่
และคงต้องมีสักวัน
จะได้ดั่งใจสมปรารถนา

ไฟบนเวทีและสปอตไลท์
เปลี่ยนค่ำคืนที่มืดลงไปให้โลกทั้งใบ
คืนมาซึ่งความสดใส
เหมือนแสงอาทิตย์สว่างในใจของฉัน
รุ่นพี่สร้างไว้ได้ดีแค่ไหน
แต่ฉันก็จะสร้างสิ่งใหม่ให้ดียิ่งกว่า
ด้วยโชว์ที่สะดุดตา
และได้ชื่อว่าเป็นโชว์ของฉันเอง

วันที่ต้องหยุดพัก
เพราะร่างกายรับไม่ไหว
วันที่ต้องเจ็บใจ
จนแอบไปสะอื้นกี่ครั้ง
ไปโรงเรียนอยู่แล้ว
ซ้อมก็ยังต้องไป
ภาระในจิตใจ
เริ่มจะหนักเกินไปทุกๆวัน
แล้วจู่ๆเสียงก้องในใจ
อังกอร์จากใครกำลังเรียกฉัน

ความฝันเริ่มจากหยาดเหงื่อและน้ำตา
เหมือนยิ้มจากดอกไม้
ที่งดงามยามที่ฝนซา
ผลิบานไม่โรยรา
เพราะมีวันนี้ด้วยความพยายาม
ความฝันนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งน้ำตา
ที่ไม่เคยจะยอมแพ้ต่อเภทภัย
ลมฝนกระหน่ำ
และคำวิงวอนทุกอย่าง
จะส่งให้บนฟ้าได้รับรู้

เต้นกันสุดชีวิตทุ่มเทลงไป
ร้องกันสุดชีวิตสื่อด้วยหัวใจ
เพราะรักจริงใช่ไหมจงอย่าลืมมัน
ใส่ลงไปทุกอย่างมีแรงเท่าไร
Oh

ความฝันต้องเกิดหยาดเหงื่อจึงได้มา
ใช้เวลาและค่อยเป็นค่อยไป
ดอกไม้จึงบาน
คำว่าพยายาม
ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ
ความฝันเท่ากับหยาดเหงื่อรินรดไป
เพื่อให้เหล่าเมล็ดพันธุ์
นั้นเติบโตและสูงใหญ่
และคงต้องมีสักวัน
จะได้ดั่งใจสมปรารถนา


วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

[ NOEY BNK48 ] จากเด็กสาวธรรมดา สู่ธิดางานจับมือ..... และไอดอลสายบวก

ก็จบลงไปเรียบร้อย สำหรับงานจับมือ
ในซิงเกิ้ล Shonichi ของ BNK48 ทั้ง 2 วัน

ซึ่งก็มีเรื่องน่าประหลาดใจที่ทำให้นำมาพูดถึงกันนิดๆนั่นคือ
แถวต่อจับมือที่คนแทบจะเยอะที่สุดในงาน1ในนั้นเป็นแถวของ

"เนย"


ที่บอกน่าประหลาดใจนิดๆก็เพราะ จากงานที่ผ่านๆมา
แถวของเนย ก็แทบจะเป็น 1 ในแถวที่คนเยอะสุดมาหลายงาน
จนวันสุดท้ายที่ให้เมมเบอร์ทุกคนต่อแถวพร้อมกัน ก็พบว่า
แถวของเนยล้นออกมาจากเลน ถึง 3-4 แถว ซึ่งน่าจะเป็นคนที่เยอะสุดในงานแล้ว
(เยอะเหมือนจ้างมา 55555555)

ถ้าย้อนนนนนนนนนนน ไปในช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
คงไม่มีใครคิดว่าเด็กบ้านๆธรรมดา
ขี้อายนิดๆ เต้นไม่เป็น ร้องไม่เพราะ
วันนี้จะกลายมาเป็น 1 ในเมมเบอร์ที่แฟนๆอยากมาจับมือด้วย
มากที่สุดของวง
 


ซึ่งจากที่ลองๆคุยมาทั้งจากคนรู้จัก หรือคนที่ต่อแถวร่วมกันอย่างยาวนานในเลนจับมือ
ส่วนใหญ่ก็จะมี 2 เหตุผลหลักๆที่มาจับมือ หรือชอบเนย

1. สวย น่ารัก
(อันนี้น่าจะเหตุผลเบสิคละมั้ง และเมมเบอร์ทุกคนก็คงได้อันนี้กันทั้งนั้น)
2. เพราะขั้วบวกของเนย

ข้อแรกขอข้ามไป มาพูดถึงข้อ 2
ความที่เป็นคนขั้วบวก ประจุบวก สายบวก
(ในที่นี้หมายถึงคนคิดบวกนะ 55555)


ถ้าเราได้ติดตามเนย จากหลายๆช่องทาง ไม่ว่าจะจาก VOOV จากไลฟ์ หรือรายการต่างๆ
เราจะเห็นความสุข เห็นพลังด้านบวก ออกมาจากเนยเสมอ
ไม่ว่าจะเรื่องเศ้รา เนยก็เปลี่ยนมันมาเป็นพลังงานบวกได้
หรือเรื่องแย่ๆ เนยก็ทำให้มันกลายมาเป็นพลังบวกแทนที่จะเป็นลบ





ซึ่งมันทำให้คนที่ติดตาม รู้สึกสบายใจและได้รับพลังนั้นไปด้วย
มันไม่ใช่แค่ว่าเปลี่ยนเรื่องแย่ๆของตัวเองให้มาเป็นพลังให้ตัวเอง
แต่พลังนั้นมันดันพุ่งไปหาแฟนๆด้วย ซึ่งทุกครั้งเราก็รู้สึกอย่างงี้ิ
ทำให้รู้สึกว่าเออ โลกมันก็แค่นี้นี่หว่า
ปัญหาหลายๆอย่างมันก็แค่นี้นี่หว่า อยู่ที่การปรับมุมมอง
แค่นั้นเอง  

นั่นเลยทำให้เลนจับมือของเนยมันเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
ซึ่งการจะถึงจุดนี้มันก็ต้องใช้เวลาสะสมมาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน
ผ่านทางตัวตนของเนย ที่แสดงออกมาให้แฟนคลับได้เห็น

พอถึงงานจับมือมันเลยเป็นการมอบพลังบวกให้แก่กันระหว่างเนยกับแฟนคลับ
ตอบแทนซึ่งกันละกัน เราเคยได้รับอะไรจากเนย เราก็อยากตอบแทนให้ในงานจับมือ
กลายเป็นความสุขทั้งสองทางที่ได้รับและได้ให้ซึ่งกันและกัน 



หากถามว่าการจับมือเนยดีกว่าจับมือคนอื่นยังไง
เราก็คงตอบไม่ได้ เพราะเราแทบจะจับมือเนยคนเดียวมาโดยตลอด
(แน่นอนว่าแอบไปหาเด็กๆบ้างบางครั้ง.........)


แต่เรารู้สึกว่า มันพอ และมันพอดีละล่ะ ทำไมยังต้องไปไขว่คว้าหาอะไรที่มันดีขึ้นไปอีก
หยุดอยู่กับสิ่งที่มันพอดี และเหมาะกับตัวเราแค่นี้ก็พอแล้ว


ท้ายสุดใครยังไม่ได้มาลองจับมือเนย ก็อยากให้มาลองจับดูซักครั้ง
1-2 ชม. ที่ต่อมันอาจจะนาน แต่เชื่อเถอะ ผลลัพท์หลังจากนั้น
มันคุ้มค่าแก่การรอคอย :)



ขอยืมเนื้อเพลงท่อนนึงของ Ed Sheeran มาหน่อย

"I’m thinking ’bout how people fall in love in mysterious ways
Maybe just the touch of a hand"

"ฉันได้แต่คิดคร่ำครวญว่า คนเรานั้นตกหลุมรักกันได้อย่างไร
บางที่อาจจะเพียงแค่ สัมผัสมือกันก็ได้"


--------------------------------------------------------------------------------------------------------




เพิ่มเติมจากผู้เขียน 

จริงๆเรามีความคิดจะเขียนถึงเนยหลายทีละ
แต่พอตั้งต้นได้นิดนึงก็ไปต่อไม่ได้ก็เลยตันและหยุดกลางคันทุกที
ซึ่งเรื่องแปลกคือเวลาเราพูดถึงเนยให้คนรู้จักฟังเราพูดได้เป๋็นชั่วโมง
แต่พอมาถึงงานเขียน ซึ่งมันใส่ความรู้สึกได้ไม่เหมือนคำพูด
ก็เลยรู้สึกว่าทำไมอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียน มันดูไม่สื่อถึงสิ่งที่คิดอยุ่เลย
จนมาครั้งนี้ที่ผ่านงานจับมือมาหยกๆ เลยรู้สึกว่าอาจจะไม่ต้องสื่อสารออกมาทั้งหมดก็ได้มั้ง ซึ่งมันก็ได้แค่นีี้แหละ งานหยาบๆที่ตั้งใจเขียนถึง รึป่าวนะ ? 555555  

ยังไงก็อยากให้มาลองจับมือเนย หรือมารับพลังงานบวกนี้ด้วยกันนะ Go Go Noey Go 

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561

[ Exclusive Interview ] สัมภาษณ์สุดพิเศษกับทามะ ทำไมถึงกลายมาเป็นคนสวนของน้องเคท BNK48 ?



ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ ?

ทามะ: สวัสดีครับ ถ้าเอาชื่อจริงๆคือชื่อตั้ม แต่หลายคนเรียกว่าทามะ บางคนก็เรียกเสี่ยเฉยๆ บางกลุ่มเรียกเสี่ยต. แต่เอาว่าจะเรียกไรก็เรียกไปครับ จริงๆแล้วคามิโอชิเนย แต่ไม่ค่อยชอบหวีดเนยลง SNS เท่าไหร่ ซึ่งถ้าตามทวิตก็จะเห็นว่าหวีดแต่น้องเคทซะเป็นส่วนมาก จนหลายคนคิดว่าคามิโอชิน้องเคท ถึงจะบอกว่าคามิเนย แต่ก็ชอบไปบอกกับคนอื่นว่า ผมตันเคทครับ 55555555 เอาว่าชอบทั้งคู่แหละ คนละอย่าง





เริ่มสนใจน้องเคทตอนไหนหรอ
?

ทามะ: คือต้องย้อนไปตั้งแต่จับมือ Japan expo น่าจะช่วงปลายเดือนสิงหาคมมั้ง ตอนนั้นบ่องตงตอนนั้นแทบไม่รู้ใจอะไรเคทเลย รู้แค่ว่าคนนี้เกลือๆ แต่ที่ได้เจอเพราะว่า มันเป็นงานจับมือกลุ่ม แล้วเคทยืนต่อจากเนยทุกรอบ เลยต้องเจอทุกรอบ ก่อนเจอนี่โคตรอึดอัด จริงๆอึดอัดหมดเลย เพราะไม่รู้จักใครเลย


หาน้องเคทเจอป่ะ......

เลยถูกใจจากการจับมือครั้งนั้น?



ทามะ: จริงๆก็ไม่เชิงถูกใจหรอก แต่พอไปจับก็รุ้สึกว่า น้องมันไม่เกลือหนิ เอาจริงๆน้องเอาใจใส่มากนะ ตอนนั้นเราวนหลายรอบ จนรอบนึงเราถามเด็กทีละคนเลย ว่ารู้ไหมรอบที่เท่าไหร่แล้ว มีเคทคนเดียวอ่ะที่ตอบได้ แล้วตอบแบบตั้งใจตอบด้วย เลยเห้ยไหนเกลือกลูโคสชัดๆ พอตอนวนหลายๆรอบตอนท้าย น้องนี่ดีดมาก แบบกระโดดดึ๊งๆ หัวเราะใหญ่ ยิ้มใหญ่ โบกไม้โบกมือใหญ่ เลยคิดว่ามันก็ต้องใช้เวลาแหละ ถ้าคนเราไม่แสร้งๆหน่อย มันไม่มีใครจะสนิทกับแฟนๆได้ขนาดนั้นหรอกมั้ง ทำให้รู้สึกว่า เด็กคนนี้แม่งเรียล ว่ะ 55555 ชอบ


แล้วหลังงานจับมือนั้นเป็นยังไงต่อครับ 
?


ทามะ: หลังงานนั้นหรอ โคตรเกลือเลย 5555555555 โดนเกลือใส่ทุกงานไม่ว่าจะยื่นเยอะ วนเยอะแค่ไหน งานล่าสุดนี่ โดนส่งมือไปให้เมมคนอื่นด้วย 5555555 แต่ยิ่งโดนยิ่งชอบ สนุกดี เราเหมือนกระท้อนอ่ะ ยิ่งทุบมาเรายิ่งหวานใส่ 






เอ้าาา แล้วทำไมถึงยังชอบอยู่อ่ะ 


ทามะ: จริงๆตามนิสัยของคน ถ้าคนเราอยู่กับอะไรมากๆ เราจะชอบมันมากขึ้นไปเรื่อยๆเอง แล้วบังเอิญกับก่อนหน้านี้เราออกมาจากด้อมๆนึง (จริงๆเรียกว่าถูกถีบก็ได้นะ....) แล้วเลยขอไปสิงอยู่ด้อมเคท พอไปอยู่ก็รู้สึกว่า เห้ย บรรยากาศแม่งต่างว่ะ คือเงียบมาก..... ไม่มีไรให้หวีด เพราะน้องไม่ค่อยมีงาน 555 จะโผล่มาหวีดพร้อมๆกันก็ตอนน้องอัพ IG ซึ่งก็ไม่ค่อยจะอัพอีก บรรยากาศห้องมันเลยดูชิวๆไปหมด

ซึ่งต่างกับด้อมของเมมใหญ่ๆ ที่คนเยอะๆ คุยกับสัพเพเหระ แฟนแต่ละคนพยายามทำตัวจะเป็น Someone กันเกินไป และก็คุยกันแต่เรื่องว่า ทำยังไงให้ความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆๆ จนเรารุ้สึกว่ามันเริ่มไม่ค่อยสนุกละ ไหนจะต้องผุดโปรเจคอะไรออกมาเยอะแยะไปหมด ตามไอดอล แค่หวีดๆ พอสนุกๆ เฉยๆไม่ได้หรอ? บ้านเคทเลยตอบโจทย์เลย ยิ่งอยู่ก็ยิ่งสนุก......


คิดว่าทำไมความนิยมของน้องเคทถึงไม่ค่อยดีเท่าคนอื่นๆ 


ทามะ: อันนี้พูดตรงๆว่ามันคือปัญหาของโครงสร้างของวงที่มีเมมเบอร์เยอะๆ ซึ่งมันกระจายความดังไปได้ไม่ทั่วถึงอยู่ละ แล้วยิ่งเมมที่ไม่ได้ติดเซมบัตสึเพลงหลัก ที่ไว้ใช้โปรโมต ยิ่งแทบไม่มีกิจกรรมให้ตัวเองได้ทำให้แฟนๆ หรือคนภายนอกเห็นความสามารถเลย

อีกจุดนึงก็คือด้วยตัวของน้องเคทเองด้วย จะเห็นว่าแทบเป็นคนที่อัพพวก IG Facebook แทบจะน้อยสุดในวงเลย อีกทั้งงานจับมือก็แทบไม่ทรีตแฟนตัวเองเลยด้วย ยิ่งแบบนี้ยิ่งตกแฟนคนอื่นยาก เป็นไอดอลที่ เรียลเกินนนนน 







อ้าวก็ตอนแรกเห็นบอกชอบน้องเพราะน้องเรียล แล้วสรุปมันดีหรือไม่ดี 


ทามะ: คือความเรียลมากๆเนี่ย มันก็มีทั้งดีทั้งไม่ดี คือคนที่ชอบก็จะแบบชอบไปเลย คนที่ไม่ชอบก็จะอารมณ์แบบอะไรของแกเนี่ยจะชิวไปรึป่าว ซึ่งมันอาจทำให้คนอื่นมองเหมือนว่าไม่พยายามก็ได้เลยนะ

แต่ถ้าถามเรา เราชอบที่เป็นแบบนี้แหละ มันดูแตกต่างจากคนอื่นดี ง่ายๆลองคิดดูว่าถ้าทั้งโลกมีแต่สีชมพู สีฟ้า สีพาสเทล แน่นอนว่ามันดูสดใสแหละ แต่มันจะไม่เห็นความต่างไง มันจะดูเหมือนๆกันหมด การมีสีอื่นที่แตกต่างเข้ามา มันเป็นการช่วยเติมสมดุลวง และบางครั้งมันยิ่งกระตุ้นให้ สีอื่นๆมันเด่นชัดขึ้นด้วย เลยมองว่าน้องเป็นแบบนี้แหละ ดีแล้ว เป็นไอดอลในแบบตัวเอง ในสีของตัวเองไม่ต้องเลียนแบบใคร  (ถ้าไม่มีเกลือ เราก็๋ไม่รู้หรอกว่าาน้ำตาลมันหวานแค่ไหน)



ข้อสุดท้าย จะฝากอะไรถึงน้องเคท หรือแฟนๆเมมเบอร์คนอื่นไหม 


ทามะ: สำหรับน้องเคท ก็อยากให้เป็นตัวของตัวเองไปแบบนี้แหละ (แต่เพิ่มเติมช่วยอัพ IG ถี่ขึ้นหน่อย แฟนๆเหงา 55555) ส่วนแฟนๆคนอื่น ก็อยากให้ลองมามองเด็กๆอันเดอร์บ้าง ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงน้องเคทคนเดียวหรอก แต่หมายถึงทุกๆคน คืออยากให้เห็นความพยายามของแต่ละคน อยากให้เอาใจช่วยกันและรอดูวันที่น้องๆจะไปถึงฝั่งฝัน



"เฝ้ารอดูวันที่เหล่าเมล็ดพันธุ์นั้นเติบโต และสูงใหญ่

และคงต้องมีสักวัน จะได้ดั่งใจสมปรารถนา"



วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

(ปัจฉิมบท) อวดลูกสาวคนใหม่ Anny #Sweat16


กราบสวัสดี.....
หลังจากปล่อย Blog ร้างไป 1 ปี
พร้อมกับการจากไปอย่างไม่มีวนหวนกลับ(คืนวงการ48) ของพารุ

วันนี้ก็กลับมาพร้อมกับการแนะนำลูกสาวคนใหม่ หลังจากลูกสาวคนเก่าได้เติบโต
กลายเป็น New Sakura อย่างที่ใจปราถนา

สำรับลูกสาวคนใหม่ของเราคือ.... แถ่น แทน แถ๊นนนนนนน



น้องแอนนี่ หรือ Anny
แห่งวง Sweat16 (วงที่ใครเห็นครั้งแรก ก็นึกว่าชื่อวง Sweet16 เราก็เช่นกัน)

จริงๆวงนี้ก่อเปิดตัวได้หลายเดือน แต่บอกตรงๆว่าไม่ได้สนใจละรุ้จักใครเลย
อาจจะมี ม่านมุก กับ ซอนย่า ที่เห็นวิ่งผ่านตาม ทวิตตี้บ่อยๆ
แต่สำหรับคนอื่น ความรู้จักของเราคือ 0 และเราก็ไม่คิดจะตามด้วย หรือทำความรู้จักเพิ่มด้วย

"ปีเตอร์ ปาร์คเกอเป็นสไปเดอร์แมนเพราะแมงมุมกัด
ขนมชั้นทามะเพราะได้บัตร(ฟรี) จึงรู้จักเธอ"

จุดหักเหของการรู้จักน้องเค้าคืองานจิ้มนิ้ว ไฮทัช ที่ The mall Bangkapi
ในระหว่างที่ขับรถกำลังไปส่งแม่จ่ายตลาดนั้น ก็ได้เกิดการดีล ผ่านทาง แอพลิเคชั่นไลน์
จากชายลึกลับ ผู้สถาปนา ตนเองเป็น Top wota ของ Sweat16
ได้ไลน์มาบอกว่า "เห้ยทามะ มาไหม มีบัตรฟรีให้ 10ใบ"

"ของฟรีไม่มีในโลก ถ้าคุณไม่เชื่อในโชค และศรัทธา"

จึงได้บึ่งรถไปร่วมงานทันที

----------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อได้บัตรมา จึงเดินวนใช้เวลาซํกพักเนื่องจากอย่างที่บอกแต่แรกว่า
เราไม่รุ้จักอะไรวงนี้เลย การจะเดินเข้าไปพูดคุยมันเลยต้องมีการเตรียมบท............
และก็เลือกคนที่คิดว่าเราจะเข้าไปพูดคุยด้วย และจากเดินไปเดินมาๆ
ก็ไปสะดุดตากับน้องคนนึง ที่เรามองไกลๆ และพบว่า น่ารักที่สุดละล่ะคนนี้




โบรักสีแดงตัดกับชุดนักเรียนสีขาว ยิ่งทำให้ความเปล่งประกายมันชัด ขึ้นมามาก วันนั้นจึงกลายเป็นว่า
ได้เข้าไปจับ ละพูดคุยกับน้องเค้า และเป็น 1ใน5 คนที่เราจำชื่อเพิ่มได้ในวันนั้น 55555555

อีกทั้ง ยังเป็นคนแรกที่ทำให้เราเสียเงินในงานนี้ได้ด้วย !!!



บัตรแตะนิ้วได้ฟรี แต่ถ้าถ่ายรูปจะขอฟรีก็กะไร เลยได้เสียเงินให้จนได้ 5555
(ต้องปิดหน้าหน่อย อริฯ เยอะ 5555555)

เรื่องตลกหลังจากนั้นก็คือ พอออกมาก็มีคนมาบอกว่า
เปย์เด็กหรอๆๆๆ ก็งงเด็กอะไร จนมารู้ว่า น้องเค้าอายุแค่ 13......
13 ย้ำนะคะ 13 สิบสาม Thirteen


----------------------------------

พอจบงานนั้น ก็เลยทำความรู้จักมากขึ้น
ผ่านทางโลกออนไลน์ ก็พบว่า
น้องเป็นคนที่พร่ำเพร้อ พอสมควร 555555555

คิดเสมอว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิง เป็นหมาเด็ก
(แต่ก็นะ ยังเด็กอยู่เลย ไม่แปลก5555 ถ้าคิดว่าเป็นหมาแก่สิแปลก)

และแถมกิจกรรมสุดรักของน้องเค้าก็คือ
บาสเกตบอล



เป็นนักกีฬาโรงเรียนด้วยนะเอออออออ

เวลาอ่านพวก SNS ที่น้องโพสนี่ก็เลยรู้สึกไม่เบื่อ
เพราะสมัยเรียนเราก็เป็นนักบาส
แถมเราก็ยังรักหมามากๆเช่นกัน
ไลฟ์สไตล์แทบจะตรงกันเลย

"ตอนนี้เราอาจจะไม่ได้เลี้ยงลูกบาสเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ที่ทำได้ตอนนี้ก็แค่เลี้ยงดู คนเลี้ยงลูกบาสสินะ"

ยิ่งไล่อ่านนู่นนี่ไปเรื่อยๆยิ่งรู้สึกเอ็นดูเหมือนลูกเลย.........

และหลังจากงานแรกในอาทิตย์นั้น
อาทิตย์ต่อมา ก็มีงาน บงโอโดริ ที่สนามเทพหัสดิน
และก็มี ให้ถ่ายรูปคู่กับเมมเบอร์ด้วย
เลยกลายเป็นครั้งแรก ที่ตั้งใจจะไปหาละก็ได้ไปจริง

วันนั้นเด็กๆใส่ชุดยูกาตะกันด้วย น่ารักมากกกเลยยยยยยยย

พอตอนไปถ่ายรูปด้วย ก็ไม่คิดว่าจะจำได้หรอก
น้องกลับจำได้แฮะ แถมเรียกชื่อถูกด้วย (ถ้าไม่ได้หูฝาดไปเองนะ)

อวดรุปนิดหน่อยละกันนน



มีแต่อะไรประหลาดๆ 555555
(เอาจริงๆเราไม่ชอบการถ่ายรุปที่สุด ฮือออออออ)
--------------------------------------------------------------------------------------------------

และมาถึงจุดพีคที่สุด ที่ตัดสินใจรับสถาปนาน้องเค้าเป็นลูกสาว นั่นก็คือออออออ


(เป็นโพสทีน้องโพสหลังจากแข่งบาสของโรงเรียนละแพ้)


แค้โพสต์นีี้ใน IG แค่โพสนี้เลย มันรู้สึกเอ็นดูยังไงไม่รู้
มันย้อนสมัยเราเป็นนักกีฬา เราก็ไม่ชอบคำว่าตกรอบ.....
ถ้าแพ้เราแพ้ได้นะ(เข้าใจว่ามันมีแพ้มีชนะ)
แต่พอตกรอบมันหมายถึงว่า มันจะไมไ่ด้แข่งแล้ว ไม่ได้เล่นกับเพื่อนอีกแล้ว
มันบ่งบอกว่ามันคือการรักในกีฬาสุดๆ ไม่ใช่แค่ว่ารักที่จะชนะ แต่ความสนุกมันคือ
การได้เล่นต่อ ได้แข่งต่อไปเรื่อย

เลยทำให้รู้สึกย้อนกลับไปถึงตัวเองในอดีตยังไงไม่รู้

เอาเป็นว่า เวิ่นเว้อไรไม่รู้
แต่ขอประกาศว่า

ข้าพเจ้าขนมชั้นมีลูกสาวเพิ่มขึ้นอีก1คน ชื่อว่า

"แอนนี่"


นะคะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ


ปล.ไม่รู้เรามโนไปเองรึป่าว แต่เราว่าเราค่อนข้างเป็นคนที่มองไรไม่ค่อยผิด
สนใจคนไหน คนนั้นมักจะไปได้ไกล... คราวนี้ก็ลองจับตาดูน้องคนนี้ละกันนะ ยู้ฮูววว
เอาใจช่วยเอง 



-------------------------------------------------------------

ช่องทางการติดต่อออออ
Anny Sweat16


วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

[เรื่อยเปื่อย] ปิดสมุดติ่ง 2016 // เฟลทึ่สุด ดีใจที่สุด และ MVP ของปี

กำลังจะผ่านไปอีก 1 ปี
เป็นปีที่บ่นบ่อยๆว่าจะเลิกติ่ง แต่ก็เลิกไม่ได้ซักที
เอาน่าาาาา คิดซะว่า ขนาดคนใหญ่คนโต อย่างลุงตู่ บอกจะเลิกขี้โมโห
ก็ยังเลิกไม่ได้เหมือนกันเลย..........

แต่สิ่งหนึ่งที่พัฒนาเข้าใกล้ความเลิกติ่งได้มากขึ้นก็คือ
ปีนี้เราไป ญี่ปุ่นแค่ 5 ครั้ง !!!!
น้อยกว่าปีที่แล้วตั้ง 2 ครั้งแหนะ
ปีหน้าตั้งเป้าว่าไป 3 พอ อิอิ

------------------------------------------------------------
สำหรับปี 2016
เราขอตั้งชื่อให้กับปีนี้ว่า....

"ปีแห่งการจับมือ และพัฒนาความสัมพันธ์"

ปีนี้เป็นปีที่เราลงบัตรจับมือเยอะมาก และก็เป็นปีที่กล้าลงต่อรอบเยอะๆ
ซึ่งพูดแบบตรงๆคือก่อนหน้านี้เรากลัว ที่จะต้องจับยาวๆ เพราะเราไม่สามารถสื่อสารได้ตามที่ใจต้องการ
กลัวจะกลายเป็นความอึดอัด แต่ปีนี้ก็เลยคิดว่ามาลองๆเสี่ยงดู
ก็ความอยากเจอ มันมากกว่าความกลัวแล้วนิ

ปีนี้เราลงบัตรจับมือไปทั้งสิ้น
แถ่น แทน แท้นนนนน
.
.
.
.
.
465 ใบ !!!!
เรียงตามสูงสุดที่ลง ก็ดังนี้

1. นาโอะ 320 ใบ
2. ยูซึกิ ุ61 ใบ
3. เรียวฮะ 23 ใบ
4. พารุ 17 ใบ
5. ยูนานะ 13 ใบ

ที่เหลือก็ประปรายเด็กคนนุ้นคนนี้

จากปีก่อนๆ การไปจับมือของเราคือการอยากเจอ ไปพูดประโยคสั้นๆ แต่สำหรับปีนี้
การลงบัตรเยอะๆ และยาวๆ มันก็พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเราก็เมมเบอร์ได้ในระดับนึง
มีการช่วยเหลือ การพยายามทำความเข้าใจ แม้จะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง
ไม่ใช่แค่มาละก็ไปเหมือนแต่ก่อน
เรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ว่าเค้าดีใจที่ได้เจอเราอีก
ทั้งๆที่แต่ก่อนเราไปเพื่อที่ต้องการแค่อยากเจอเค้า
ไม่ได้สนใจความรู้สึกของเมม
เสมือนหนึ่งว่างานจับมือคือการให้กำลังใจกันทั้งสองฝ่าย

ปีนี้เรารู้สึกสนุกมากกับงานจับมือ เลยขาดความยั้งคิดไปหน่อย
ขนาดปรึกษาดีเจ แล้วด้วยนะ แต่สติไม่กลับคืนมาเลย.......

-------------------------------------------------------------

ที่สุดของปี 2016 

เฟลที่สุด 
"แผ่นดินไหวที่คิวชู ทัวร์คอนเสริต SKE48 ยกเลิก"

เป้าหมายหลักของเราในปีนี้คือการไปดูทัวร์คอนของ SKE นี่แหละ
และพอประกาศรอบที่มีนาโอะขึ้น ก็รีบลงไป  แถมยังจัดขึ้นสองวันติด และก็ได้ดูสองวันติด
ช่วงนั้นตื่นเต้นมาก จองตั๋ว จองไรเรียบร้อย
แล้วก็พบว่า แผ่นดินไหวที่เมืองนั้น แถมยังไหวอย่างหนักเลยด้วย
เลยกลายเป็นว่า คอนเสริตต้องประกาศยกเลิก
ไอ้นี่ก็เสียใจไง แต่จะมาป่าวประกาศบ่นเสียใจมากก็ไม่ได้ เพราะมันเกิดจากแผ่นดินไหว
คนอื่นเค้าเสียหายหนักกว่าเราที่แค่เสียใจ แต่ก็นะอยากบ่นมั่งอ่ะ
เลยมาบ่นเอาตอนนี้ละกัน ฮือออออออออ

--------------------------------------------------------------------
ดีใจที่สุด 
"ถูก สเตจใหม่ KII"

ตอนนั้นเรามีตั๋วไปญี่ปุ่นพอดี แต่ความโชคร้ายคือไม่มีกิจกรรมติ่งเลย
เราจองตั๋วเพราะจะไปเอาโค้ดโหวตเลือกตั้ง แล้วเห้นมันมีจับมือช่วงนั้นก็เลยรอรีเซลล์
แต่ไม่รู้ เอเคบี นึกไง ไม่ยอมรีเซลล์ให้เรา.... สงสัยกะปั๊มยอดเลือกตั้ง
เลยอดไปจับมือ เลยกลายเป็นเคว้ง ไม่มีติ่งทำ
แล้วตอนนั้น SKE ก็ประกาศจะเปลี่ยน Stage เล่นกันพอดี
ใครจะไปคิดว่า ช่วงที่จองตั๋วไปญี่ปุ่น จะตรงกับ KII พอดี  แล้ว โอตะไทยง่อยๆคนนี้
ก็ดันถูกสเตจใหม่นี้ ซะอีก !!!!

สมกับที่ประกาศตัวว่าเป็น "คุณพ่อKII" จริงๆ

--------------------------------------------------------------------

MVP แห่งปี 2016 
Hidaka Yuzuki

ปีนี้ขอยกตำแหน่งนี้ให้ฮิกกี้
เราประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกของปีเลย ที่เราไปถ่ายรูปด้วย ฮิกกี้ก็ทักว่าไม่เจอกันนานเลยนะ
ตอนนั้นก้นึกว่าเนียนไง ไม่คิดหรอกว่าจะจำกันได้ เลยถามพี่ที่ไปด้วยกันว่า
ฮิกมันทักแบบนี้ไหม แต่เค้าก็บอกว่าไม่....
หลังจากนั้นเราก็เลยแนะนำตัวเองว่า เออ เรานี่ชื่อทามะ นะ
แล้วฮิกกี้มันก็ไม่เคยลืมชื่อนี่เลย .......

ชอตประทับใจที่ 2 คือรอบที่เราไปดู Stage เดือน October ระหว่างเดินโบกมือลาฮิกกี้
ฮิกกี้มันรีบทักเลยว่า ของขวัญที่ให้มาอ่ะได้แล้วนะ แก้วอ่ะๆๆ ขอบคุณมาก
คือตัวของขวัญเนี่ย เราเขียนแค่ว่าจาก Tama แค่นั้นเอง ไม่ได้อธิบายหรือมีจดหมายไรเลย
ใครจะคิดว่ามันดันจะจำได้ แล้วรีบทักตอนที่แค่เดินผ่านแว้บๆเอง
จริงๆเราว่าทามะเนี่ย น่าจะมีชื่อนี้หลายคนด้วยซ้ำ

ชอตที่สามคืองานจับมือล่าสุด ที่เดินเข้าไปหา
แล้วมันตะโกนต้อนรับว่า
"ทามะะะะะซังงงงงงงงง"
คือเสียงดังในระดับที่คนต่อแถวหันมามองกันหมด
อายเลยตอนนั้น
แต่ก็รู้สึกว่า มันน่ารักมากจริงๆ ><


-------------------------------------------------------------
จบแล้ว สำหรับปี 2016
ขอบคุณสำหรับคนที่ตามอ่าน หรือหลงเข้ามา หรือรู้จักกัน ติดตามกันผ่านทางช่องทางอื่นนะครับ

Merry X'mas & Happy New Year

ครับ 

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

TAMA and PARURU [ครึ่งหนึ่งของหัวใจกำลังใจหายไป]

Sun & Moon 
White & Black 
Male & Female 
Hot & Cold

ทุกอย่างคือความแตกต่างกันแบบสุดขั้ว
แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถ้าจะทำให้โลกนี้้สมดุล

Paru & Nao
ก็เช่นกัน

เราไม่เคยมองหาว่าทั้งสองคนมีอะไรที่เหมือนกัน
ซ้ำเรากลับมองว่าทั้งคู่ต่างกันแบบสุดขั่้ว

แต่พอมารวมกัน เรากลับรู้สึกว่ามันสมดุลกันอย่างบอกไม่ถูก
เคยคิดว่าถ้าวันนึงขาดใครไปคนนึง ชีวิตการเป็นติ่ง การตามอะไรพวกนี้จะยังสนุกอยู่แบบนี้ไหม

แต่เดี๋ยวอีก 2-3 เดือนก็รู้ละว่าหลังจากพารุจบการศึกษาออกไป จะเป็นไง

----------------------------------------------------------------------------------------------
ย้อนกลับไปเมื่อซัก 4 ปีที่แล้ว ช่วงเดือนธันวาคมเราไปญี่ปุ่นครั้งแรก
แล้วตอนจะกลับก็หยิบซีดีเพลง AKB ติดมือมา 1 แผ่น
ใครจะคิดว่าจุดนั้นคือจุดเริ่มของเรื่องราวทั้งหมด

และแปลกดีที่มันพอดีว่าซิงที่ออกตอนนั้นเป็น Eien pressure ที่พารุเป็นเซนเตอร์
พอเราไปเซิรสอะไรเกี่ยวกับ AKB ก็ดันมาสะดุดตากับพารุมากที่สุดอีก
(จริงๆก็อาจจะเป็นเรื่องปกติ เพราะช่วงนั้นพารุโดนดันหนักมาก)
ถัดมาอีกเดือนมีงาน RH แล้วถ่ายทอดสดผ่านยูทูป
เพลงที่ได้ที่ 1 ก็เป็นเพลง Hashire penguin และพารุเป็นเซนเตอร์อีก
ยังจำเพนกวินตัวน้อยๆวันนั้นได้เลย.......



ถัดจากนั้นอีกประมาณเกือบปี น่าจะเป็นช่วง พฤศจิกายน ก็เป็นครั้งแรกของเรา
ที่ไปงานจับมือ ตอนนั้นกว่าครึ่งบัตรที่เราลงคือเราจับพารุ
ด้วยความที่ไปครั้งแรกด้วยแหละมั้ง เราเลยรู้สึกว่าเออ พารุไม่เห็นเค็ม หรือแย่ตรงไหน
ขนาดไปครั้งนั้นจับทั้ง ยูกิริน มายุ ตัวเทพๆทั้งนั้น แต่เราก็ถูกใจการจับมือพารุที่สุด


งานต่อมาเป็นงานจับมือเดือนกุมภาพันธ์ แน่นอนว่าก็มีพารุเยอะสุดเหมือนเดิม
แต่ที่เพิ่มจากคราวก่อนก็มีนาโอะมาด้วย.......

แล้วถัดมาก้เป็นงานทูชอต ซึ่งจำได้แม่น ว่าเราลงพารุไป 3 ใบ
2บุแรกไม่สนใจเราเลย ก่อนที่บุจบบุสุดท้าย พารุดีมาก เป็นกันเอง
จนแทบไม่เชื่อสายตา (วันนั้นน่ารักจริงๆ ยังจำท่าทาง หรือคำพูดพารุในบุนั้นได้อยู่เลย)


แถมช่วงนั้นเราทำโปรเจคกับกลุ่มเพื่อนกลุ่มนึงด้วย
(ซึ่งท้ายสุดเหมือนจะทำหลายๆอย่างแค่คนเดียวก็ตาม)
เรื่องการโดเนทจากแฟนๆพารุชาวไทย
เพื่อโหวตให้พารุ เข้าคามิ7 และก็สามารถเข้าได้ด้วย ><


ซึ่งหลังจากนั้นในเดือน สิงหาคม โดยรอบนี้ไปจับมือที่นาโกย่า เป็นรอบที่มีบัตรพารุเยอะมากวันนึง
แต่งานในครั้งนั้น เหมือนว่าพารุจากที่จับมือดีขึ้น ก็เริ่มกลับไปเหมือนเดิม
อาจจะเพราะพารุอยู่ในเหตุการณ์ที่มีการทำร้ายเมมเบอร์ในงานจับมือครัั้งนั้นด้วย
ซึ่งจากเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบงานจับมืออยู่แล้ว ยิ่งเจอแบบนี้คงทำให้เค้าขยาดไปเหมือนกัน
โดยงานจับมือรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เราทิ้งบัตรพารุไปบางส่วน เพราะรู้สึกว่าไปจับ
แล้วมันอึดอัดมาก เราเลยเลือกที่จะไม่เจอให้รู้สึกอึดอัดมากไปกว่านี้ดีกว่า


และในปลายปีก็ได้มีโอกาสไปทัวร์ทีม A ที่ไซตามะ (บ้านพารุ) ซึ่งเราตั้งใจมาตั้งแต่ประกาศแล้ว
ว่าจะมีทัวร์ทีม A ที่ไซตามะ และก็ได้ไปจริงๆ ไม่ผิดหวังเลยที่ได้มาดู ><


ถัดมาอีกปีที่งานเลือกตั้งครั้งนี้ได้มีโอกาสเข้าไปวันประกาศผล
แต่ครั้งนี้ไม่ได้ร่วมทำกรุปโดเนทกับเค้าละ(ไม่มีคนคบ)
แต่เราก็ยังโหวตพารุเยอะอยู่นะ น่าจะหลักร่วมร้อยโหวต จำได้สนิทใจเลยว่า
วินาทีที่ประกาศชื่อพารุออกมาว่าอันดับตกมาอยู่อันดับ 9
แล้วพารุเดินออกมา นิ่ง ก่อนมีเสียงซู้ดน้ำมูก เรานี่น้ำตาไหลเลย
ไม่เคยคิดว่าจะมาน้ำตาไหลเพราะเด็กผู้หญิงได้เลย
อีกอย่างช่วงนั้นเราคิดนะว่าเราชอบพารุน้อยลงไปจากแต่ก่อนเยอะเลย
แต่พอเจอพารุร้องไห้ ก็แทบจะรู้สึกว่าคือเราอาจจะชอบคนอื่นมากขึ้น
แต่เราไม่ได้ชอบเค้าน้อยลงเลย



งานจับมือซิงเกิ้ลเลือกตั้ง เราลงบัตรพารุไปเยอะมาก 2 วันน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 50ใบ
และช่วงนั้นพารุป่วยแบบถี่มาก ไม่คิดว่าวันนั้นพารุจะป่วยอีก
ซึ่งบัตรจับมือพารุสตาฟก็อนุญาตให้ไปจับคนอื่นได้นะ แต่ก็นะ
เราตั้งใจจะมาหาพารุนิ พอไปจับคนอื่นที่ไม่ได้ตั้งใจมา ก็รู้สึกไม่อินเท่า
เลยสรุปได้ใช้ไปแค้ 4-5 ใบ แล้วบัตรที่เหลือก็เก็บกลับมาบ้าน พอหลังจากนั้น
ก็คิดละล่ะว่าต่อจากนี้คงลงบัตรพารุน้อยลงละ ทั้งอึดอัดตอนจับมือ
และก็ต้องมาเสี่ยงเรื่องพารุป่วยไม่ป่วยอีก


ถัดมาอีกปีในงานจับมือซิงเกิ้ลเลือกตั้ง ซึ่งเราไม่ได้เจอพารุมานานมาก แทบจะปีกว่า
พอมาคราวนี้ก็ได้เจอนะ แต่ก็รู้สึกว่าพารุดูไม่มีอารมณ์ร่วมในงานจับมือเลยซักนิด
กลับมาจากครั้งนั้นเลยคิดว่า หลังจากนี้เราก็ลงบัตรจับมือพารุ แค่ใบสองใบ คือมาเพื่อให้ได้เจอเค้า
แค่นั้นพอ ไม่อยากเสียความรู้สึกใส่เค้าเพราะเค้าจับมือไม่ดี
ให้เค้าคอยฮีลเราอย่างอื่นดีกว่า

แล้วล่าสุดที่ไปจับมือมาในซิงเกิ้ลเลิฟทริป กลับรู้สึกว่าเค้าจับมือดีขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ
(คิดแล้วว่าต้องมีอะไร ดูอ่อนโยนผิดปกติ)

สุดท้ายหลังจากนั้นไม่กี่วันพารุก็ประกาศแกรด ช่วงนั้นเราก็ไม่รู้สึกไรล่ะ
แค่รู้สึกว่ายังไงช่วงเวลาที่เหลือในวงของเค้า เราก็อยากเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆกับเค้าไว้
ก็ลงบัตรเท่าที่ลงได้ ไปเจอเท่าที่จะเจอได้ ไม่อยากรู้สึกเสียใจภายหลังว่า
ว้าาา รู้งี้ไปรอบนั้น รอบนู้นก็ยังดี

นี่ก็เลยลงบัตรรอบจับมือวันสุดท้ายของพารุไว้ อย่างน้อยอยากไปบอกว่า
ขอบคุณนะสำหรับ 4 ปีนี้ เรามีความสุขจริงๆ ที่ได้ตามพารุ และรู้จักพารุ
(ไม่รู้ว่าถึงวันจะได้พูดไหม)

ท้ายสุดไม่รู้ว่าหลังจากนี้พารุจะไปทำไรต่อ
เราจะได้ตามพารุต่อไปไหม
แต่เราก็คงไม่ลืมว่า 4 ปีนี้ เรามีความทรงจำอะไรกับเค้าบ้าง....


ขอบคุณครับ